บันทึกบทความไว้อ่านภายหลังเรียบร้อย

Heroic Chronicle บทที่ 1

Salaithorn Hemasikantaka
เผยแพร่แล้ว เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2560 - 00:10 น.
19

บทที่ 1: คืนแห่งการล่มสลาย

เพลงประจำตอน Charge Towards Enemy: รุกประจัญบาน
https://soundcloud.com/mmomusic/lineage-2-charge-towards-enemy
Cr: NC Soft โดย Bill-Brown

ฮาร์เนส นครลอยน้ำอันงดงาม เมืองท่องเที่ยวแห่งแคว้นอินนาดรีลอาณาจักรอาเดน หากเปรียบเทียบกีรันเป็นเมืองหลวงแห่งการค้า ฮาร์เนสก็คือเมืองหลวงแห่งการท่องเที่ยว ต้องขอบคุณศิลปะการก่อสร้างที่งดงามและอำนาจเวทย์มนต์ของพวกเอลฟ์ ทำให้สิ่งปลูกสร้างและอาคารอันงดงามเหล่านี้ลอยอยู่บนน้ำได้โดยไม่มีวันจม เหล่าคู่รักมักจะพากันมาล่องเรือชมทิวทัศน์ตามลำคลองของเมือง บ้างก็ขึ้นท่องเที่ยวเรือสำราญ บ้างก็จัดพิธีแต่งงานกันที่มหาวิหารแห่งอีวา เทพีแห่งสายน้ำ บุตรีคนเล็กของเทพมารดาไอน์ฮัดซาร์ดแห่งแสงสว่าง ฮาร์เนสจึงเปรียบเสมือนแดนสวรรค์บนดิน แต่ในค่ำคืนนี้ แดนสวรรค์กำลังลุกโชนด้วยไฟแห่งสงคราม

ลูกศรนับพันนับหมื่นถูกระดมยิงเข้ามาในเมืองดุจห่าฝน ชาวเมืองวิ่งหนีหาที่หลบภัยกันอย่างสับสนอลหม่านในขณะที่ทหารประจำเมืองได้รับคำสั่งให้ต้อนพลเมืองเข้าสู่ที่หลบภัย ทหารบางส่วนรุกไล่เข้าต่อสู้กับผู้รุกรานอย่างห้าวหาญ

"สู้มัน ผลักพวกมันกลับไป อย่าไปกลัวมัน" เสียงตะโกนสั่งการดังขึ้นทั่วทุกมุมเมือง กองกำลังแห่งอินนาดรีลเข้าสู่สมรภูมิอย่างกล้าหาญ พวกเขากวัดแกว่งอาวุธขับไล่ศัตรู เหล่าอัศวินที่เป็นทัพหน้าใช้โล่ของตนผลักข้าศึกออกให้เสียหลักเพื่อที่จะตั้งหลักวางกำลังพลตั้งกำแพงโล่ปิดหน้าประตูเมือง พลธนูที่เหลือรอดจากการโจมตีช่วยกันระดมยิงจากบนยอดหลังคา การวางผังเมืองถือเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญอย่างหนึ่ง แม้ฮาร์เนสจะเป็นเมืองท่องเที่ยว ทำให้ไม่มีกำแพงเมืองที่มั่นคง แต่การสร้างเมืองให้ลอยสูงอยู่เหนือน้ำ มีทางเข้าเป็นสะพานเล็กๆ ก็สามารถช่วยในด้านยุทธศาสตร์ได้ในระดับหนึ่ง แต่ถึงอย่างนั้นภายในเมืองก็ได้รับความเสียหายไม่น้อยเพราะศัตรูที่มาไม่ใช่โจรกระจอก แต่พวกมันคือกองทัพหลวงแห่งอาณาจักรอาเดน เหล่ายอดนักรบหัวกระทิที่ขึ้นตรงต่อองค์จักรพรรดิ

หลังสิ้นรัชสมัยของจักรพรรดิอามาดิโอ แคดมุส เจ้าชายดาลิโอ แคดมุส สังหารพี่ชายของตนและสถาปนาตนเองขึ้นสืบราชสมบัติ อาณาจักรอาเดนก็เข้าสู่ยุคระส่ำระสาย บรรดาลอร์ดผู้ครองแคว้นต่างๆ พากันตั้งตนขึ้นเป็นอิสระ แต่ด้วยความสามารถและอำนาจอันยิ่งใหญ่จักรพรรดิดาลิโอได้ใช้สงครามในการหลอมรวมอาณาจักรอาเดนให้เป็นหนึ่ง โดยเริ่มจากการยกทัพบุกขยี้โอเรน แคว้นที่เป็นเลิศในด้านการทหาร แต่ลอร์ดแห่งโอเรนมิใช่คนโง่ แทนที่จะถูกบดขยี้ด้วยกองทัพอันเกรียงไกร เขาเลือกที่จะเปิดประตูออกมาเชิญจักรพรรดิองค์ใหม่เข้าสู่เมืองด้วยตนเองและสาบานตนสวามิภักดิ์ต่อจักรพรรดิ ส่วนลอร์ดของกีรันผู้ขาดเขลาเลือกที่จะขึ้นเรือออกเดินทางสู่ประเทศอาเวลล่าอันห่างไกลทางทิศตะวันออกละทิ้งแคว้นของตนเองและประชาชนเอาไว้เบื้องหลัง ฟากตะวันออกของทวีปอาเดนจึงตกอยู่ใต้อำนาจของจักรพรรดิองค์ใหม่อย่างสมบูรณ์แบบ เป้าหมายถัดมาคืออินนาดรีล ดินแดนทางตอนใต้อันงดงามที่ชูธงต่อต้านอำนาจแห่งจักรพรรดิผู้ไม่ชอบธรรมอย่างถึงที่สุด กองทัพขนาดมหึมาจึงกรีทาลงมาจากทางเหนือและตะวันออกเพื่อบดขยี้ผู้ต่อต้าน แต่อินนาดรีลมิได้หยัดยืนเพียงลำพัง เพราะกลูดิโอ และดิออน สองแคว้นฝั่งตะวันตกได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรต่อต้านทรราชจนทำให้ขั้วอำนาจของทวีปอาเดนแบ่งเป็นสองฟากชัดเจน ศึกพิชิตแดนใต้ในครั้งนี้ จักรพรรดิจึงต้องทุ่มทุกอย่างทั้งกลยุทธ์และกำลังทางทหารเพื่อขจัดเสี้ยนหนามให้ได้อย่างเด็ดขาด อินนาดรีลจะต้องเป็นตัวอย่างของโจรกบฎที่เหิมเกริมต่อต้านอำนาจจักรพรรดิ

"ทำไมเจ้ายังอยู่ที่นี่ ทัพของทรราชใกล้จะเข้าตีปราสาทได้แล้วเจ้าควรรีบหนีไปกลูดิโอซะ" นักรบเกราะสีดำที่ยืนอยู่บนระเบียงปราสาทกล่าวขึ้นกับหญิงงามผู้แต่งกายด้วยชุดของสตรีชั้นสูง ด้านหลังคว้านลึกถึงบั้นเอวปีกงามสีขาวบริสุทธิ์งอกออกมาจากสะบักด้านซ้าย ผิวขาวอมชมพูเส้นผมสีฟ้าอ่อนที่รวบไว้ปลิวไสวไปกับลมขับให้ใบหน้ารูปไข่นั้นงดงามและคมขึ้นไปอีก ในฐานะของภรรยานักรบเธอผู้นี้รู้ดีว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้เห็นหน้าสามีผู้เป็นที่รัก พ่อของเด็กน้อยที่อยู่ในอ้อมกอด 

"จะให้ข้าหันหลังดูท่านหนีจากพวกเราสองแม่ลูกไปท่านก็รู้ว่าข้าทำไม่ได้ ไฮน์ริชหัวใจของข้านั้นแหลกสลายเมื่อนึกถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น" กองทัพจักรวรรดิไม่เคยปราณีต่อผู้ที่ต่อต้าน พวกเขามีสารพัดรูปแบบในการลงทัณฑ์ชนิดที่เรียกว่าผู้ใดก็ตามที่ต้องเผชิญจะต้องร้องขอความตาย น้ำตาของเธอไหลรินลงมาจนถึงใบหน้าทารกน้อยที่กำลังหลับตาพริ้มอย่างไร้เดียงสา

"ข้าได้สาบานว่าจะปกป้องครอบครัวของข้าด้วยชีวิต จะไม่มีใครที่ไหนมาทำให้ปีกขาวงดงามของเจ้าต้องแปดเปื้อนไปได้"

"และข้า ก็ได้สาบานว่าจะเป็นปีกของท่าน"

สายตาของพวกเขาประสานกันอย่างสงบนิ่งแต่เปี่ยมด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่หลากหลาย จนกระทั่งเสียงประตูเปิดออกและร่างสูงใหญ่ผมสีทองใบหูแหลมยาวตรงเข้ามา

"ไฮน์ริช เอ้อท่านลอร์ด ท่านหญิง ป้อมหาดทรายขาวถูกตีแตกแล้วตอนนี้กำลังของพวกมันปะทะกับเราอยู่ที่ฮาร์เนส พวกชาวเมืองถูกอพยพไปยังที่ปลอดภัยแล้ว เกรงว่าไม่ช้าเราอาจต้องเสียเมือง" นักรบเอลฟ์สวมเกราะสีเงินสง่างามคุกเข่ารายงานสถานการณ์ สำหรับเขาโอกาสที่จะชนะนั้นแทบไม่เหลือแต่กับนักรบที่สู้เพื่ออุดมการณ์นั้น ความตายในสนามรบถือเป็นเกียรติอย่างสูงสุด

"อืม เป็นไปตามคาด" ไฮน์ริช กล่าวอย่างเยือกเย็น ก่อนจะหันหน้าไปทางภรรยาของเขา

"โซไรอัส ข้ามีหน้าที่สุดท้ายจะมอบหมายให้เจ้า ไม่ใช่ในฐานะของลอร์ด แต่เป็นฐานะของเพื่อน"

"ว่ามาเลย เป็นเกียรติที่จะได้ร่วมรบกับท่าน"

"ไม่ หน้าที่ของเจ้าจะไม่ใช่การออกสู่สงคราม" 

ใบหน้าของโซไรอัสฉายแววฉงน สำหรับเขาการได้ร่วมรบร่วมเป็นตายกับสหายคือความฝันและเกียรติอันสูงสุด แต่เกียรติของเขากำลังจะถูกพรากไปอย่างนั้นหรือ? ลอร์ดของเขากำลังคิดอะไรกันแน่แต่ด้วยออร่าอันทรงพลังมหึมาที่กำลังแผ่ซ่านออกมาจากร่างของไฮน์ริชมันทำให้เขาไม่อาจโต้เถียงอะไรได้เลยนอกจากจ้องตอบด้วยความอึดอัด

"นับแต่นี้ไป เจ้าคือพ่อของเขา สหายข้า" เขารับเอาทารกน้อยมาจากอ้อมกอดของผู้เป็นแม่ที่กำลังจูบหน้าผากเด็กน้อยด้วยความอาลัยรัก แล้วส่งให้กับโซไรอัส ที่รับมาอย่างนุ่มนวล ทารกน้อยยังคงหลับสนิทโดยไม่รู้เลยแม้แต่น้อยว่าจากนี้ไป เขาจะไม่มีวันได้สัมผัสกับอ้อมกอดอันอบอุ่นของแม่และน้ำเสียงอ่อนโยนของพ่ออีกต่อไปแล้ว

"ลาก่อน แอสตร้า พ่อและแม่ขอให้เจ้าเติบโตอย่างเข้มแข็ง"

"ถ้าอย่างนั้น ข้าขอลาก่อน สหาย" 

ภาพสุดท้ายที่โซไรอัสเห็นเมื่อถอยหลังก้าวออกไปคือ ไฮน์ริชและภรรยาส่งยิ้มให้กับเขาด้วยสายตาที่โศกเศร้าและหนักแน่น เขาต้องการให้ความเข้มแข็งนี้ถ่ายทอดลงมายังเด็กน้อย และไม่ช้าเขาก็เห็นภรรยาของไฮน์ริช เปลื้องชุดเดรสของสตรีชั้นสูงออก ทำให้เห็นว่าข้างในนั้นคือชุดหนังรัดรูปก่อนที่เธอจะหยิบเอาเกราะอ่อนขึ้นมาสวม และหยิบดาบเรเปียร์ขึ้นมาถือในมือขวา ดวงตาคู่งามที่เต็มไปด้วยน้ำตาบัดนี้ฉายแววอันเด็ดเดี่ยวและกร้าวแกร่งออกมา

"การคลอดลูกไม่ได้ทำให้ข้าอ่อนแอลงขนาดนั้นหรอกนะ ศีรษะของดาลิโอจะต้องเป็นของข้า" พูดจบเธอก็จรดริมฝีปากลงที่คมดาบเรเปียร์ ใบมีดของมันส่องประกายแห่งรังสีอำมหิตออกมาแว่บหนึ่ง

"ได้เวลารับเสด็จองค์จักรพรรดิแล้วสินะ" 

นั่นคือประโยคสุดท้ายที่โซไรอัสได้ยิน จากนั้นเขาจึงมุ่งหน้าไปยังช่องทางลับของปราสาทขณะที่กำลังผ่านทางเดินภายในเขามองเห็นแสงเพลิงลุกโชนขึ้นจนท้องฟ้ากลายเป็นสีแดงฉาน และในความสว่างนั้น มังกรบินฝูงหนึ่งกำลังมุ่งตรงมายังปราสาท ไม่นานเขาก็มาถึงเรือที่จอดเตรียมไว้ เดิมมันควรจะเป็นเรือที่ใช้พาท่านหญิงของปราสาทหนีไปพร้อมลูก แต่ไม่คิดเลยว่าท่านหญิงผู้เลอโฉมจะเลือกสละชีวิตของตนร่วมรบเคียงข้างสามี เรือลำน้อยพายออกไปจากปราสาทอย่างรวดเร็วและเงียบสนิทจนกระทั่งกลืนหายไปกับความมืดมิดของท้องทะเลยามดึกสงัด 

ความคิดเห็นต่อบทความ

  • ความเห็นบน MagGang(0)

  • ความเห็นบน Facebook()

default avatar
  • sticker1
  • sticker2
  • sticker3
  • sticker4
  • sticker5
  • sticker6
  • sticker7
  • sticker8
  • sticker9
  • sticker10
  • sticker11
  • sticker12
  • sticker13
  • sticker14
  • sticker15
  • sticker16
  • sticker17
  • sticker18
  • sticker19
  • sticker20

Heroic Chronicle บทที่ 1

    • รายงานความไม่เหมาะสม